ReadyPlanet.com
dot dot
dot
About US
dot
bulletแผนที่ JMS
bulletสมัครเรียน
bulletกระดานถาม-ตอบ
dot
แจกฟรี
dot
bulletโน้ตเพลง แจกฟรี
bulletโปรแกรม ดนตรี ฟรี
dot
มุมสร้างสรรค์
dot
bulletทฤษฎีดนตรี สากล
bulletเรียนดนตรี มีอะไรมากกว่าที่คิด
bulletประโยชน์ของดนตรี
bulletประพันธ์ ดนตรี
bulletว่าด้วยดนตรี
bulletดนตรี Jazz
bulletเปิดหูทิพย์ & Ear training
dot
เพลง เนื้อเพลง
dot
dot
สารานุกรม ศัพท์ ดนตรี
dot
bulletหมวดอักษร A
bulletหมวดอักษร B
bulletหมวดอักษร C
bulletหมวดอักษร D
bulletหมวดอักษร E
bulletหมวดอักษร F
bulletหมวดอักษร G
bulletหมวดอักษร H
bulletหมวดอักษร I
bulletหมวดอักษร J
bulletหมวดอักษร K
bulletหมวดอักษร L
bulletหมวดอักษร M
bulletหมวดอักษร N
bulletหมวดอักษร O
bulletหมวดอักษร P
bulletหมวดอักษร Q
bulletหมวดอักษร R
bulletหมวดอักษร S
bulletหมวดอักษร T
bulletหมวดอักษร U
bulletหมวดอักษร V
bulletหมวดอักษร W
bulletหมวดอักษร X-Z


ubonguide
racubon


เรียนดนตรี มีอะไรมากกว่าที่คิด

เรียนดนตรี มีอะไรมากกว่าที่คิด

 

"เรียนดนตรี มีอะไรมากกว่าที่คิด" เป็นประโยคที่ช่วยบอกให้เรารู้ว่าดนตรีมีประโยชน์มากมายซ่อนอยู่  นอกจากการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ สร้างความไพเราะ สร้างความเพลิดเพลิน ฝึกความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้แล้วยังซ่อนประโยชน์ที่ซับซ้อนและมีค่าเรียกได้ว่ามหาศาลอย่างคาดไม่ถึงเชียวครับ  จินตะดนตรีเห็นว่าน่าจะขยายความและชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ที่ได้จากการ เรียนดนตรี นั้นมีอะไรบ้าง ใครได้ประโยชน์บ้าง เรียนไปแล้วสามารถเสียงเพลงได้ เสียงเพลงเหล่านั้นจะไปเกิดประโยชน์อะไรต่อไปได้อีก  ทางทีมงานจึงได้พยายามรวบรวมบทความต่าง ๆ มาให้ ที่นี่ครับ 

 

ประโยชน์ดนตรี มีมากกว่า “ความไพเราะ”
ศิริกานต์ มุกดาศิริกุล


        ปัจจุบันปัญหาของคนไทยอันดับหนึ่งเลยเห็นจะเป็นพิษเศรษฐกิจที่ทำให้รายรับไม่พอกับรายจ่าย เกิดความเครียดได้อย่างง่ายดาย เมื่อคนเรามีใจทุกข์ กายย่อมทุกข์ จะส่งผลให้เกิดสารพัดโรคตามมา ฉะนั้นควรมีการผ่อนคลายความเครียดให้ลดลง ซึ่งมีหลายวิธีการ และดนตรีเป็นหนึ่งทางเลือก ที่นอกจากสร้างความบันเทิงเริงรมย์แล้ว ดนตรียังสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาชีวิต สุขภาพ และผ่อนคลายความเครียดได้ แต่การใช้ดนตรีเพื่อชีวิต และเพื่อสุขภาพก็ต้องมีการเลือกสรร ไม่ใช่ดนตรีอะไรก็นำมาฟังได้ทั้งหมด จะกลายเป็นว่าให้โทษมากกว่า เราสามารถใช้หลักง่าย ๆ ดังนี้
        1. ดนตรีนั้นต้องมีทำนองไพเราะ มีเสียงสูง เสียงต่ำ เช่น เพลงด้วยรักและผูกพัน
        2. ส่วนเนื้อร้องต้องไปในทางสร้างสรรค์ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ถึงแม้เป็นเพลงอกหัก และ ผิดหวังแต่ให้แง่คิดล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่ อย่ายอมแพ้ ไม่ใช่ล้มแล้วซ้ำเติม
        3. หากดนตรีมีเสียงประสานต้องกลมกลืนกัน ไม่ใช่ขัดกัน อย่างเสียงแตรรถยนต์ถือว่าเป็นเสียงขัดกัน
        4. ระดับเสียงดนตรีต้องอยู่ที่ประมาณ 40-60 เดซิเบล เกินนั้นไม่ได้ เสียงที่ทำให้เครียด เช่น เสียงแตรรถ เสียงมอเตอร์ไซค์ตัดท่อ เสียงเพลงดังๆ ในดิสโก้เธค ฯลฯ
        หากคุณรับฟังดนตรีที่มีความไพเราะอยู่เสมอ จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา เรียก ว่าเป็น "สารแห่งความสุข" สารนี้จะช่วยให้มีจิตใจที่สงบ ลดความตึงเครียดทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ทำให้เกิดสมาธิ ก่อให้เกิดความสุข นอกจากนี้ ระบบหัวใจก็ทำงานได้ดี ความดันโลหิตเป็นปกติ ระบบขับถ่ายและระบบหายใจก็ดี เมื่อร่างกายทำงานได้ดี ร่างกายย่อมจะรอดพ้นจากความเจ็บป่วย เกิดภูมิต้านทานต่อโรคทั้งหลายทั้งปวง หลาย ๆ ท่านอาจเคยได้ยิน ศาสตร์การรักษาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ดนตรีบำบัด (Music Therapy) เป็นการใช้เสียงดนตรีที่เป็นภาษาสากล มาบำบัดหรือฟื้นฟูสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจในเวลาเดียวกัน โดยอาจอยู่ในรูปแบบการฟังดนตรีหรือเล่นดนตรีก็ได้ เรื่องของดนตรีบำบัดมีการใช้กันมาหลายพันปีแล้ว หลักฐานทางการแพทย์เริ่มมีบันทึกมาตั้งแต่ ค.ศ 1960 แพทย์ชาวดัทช์ท่านหนึ่งได้พบว่าเสียงดนตรีช่วยบำบัดในระหว่างการคลอด หรือกรณีมีอาการเจ็บปวดมาก ดนตรีคลาสสิกจะนำมาใช้แทนยากล่อมประสาทหรือยาลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การทหารในสหรัฐอเมริกาก็นำมาใช้บำบัดทางจิตเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจ สำหรับในบ้านเราส่วนใหญ่นำไปบำบัดผู้ติดยาเสพติด พัฒนาด้านสมองและพฤติกรรมอย่างเด็กที่เป็นออทิสติก พัฒนาการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ผู้ป่วยทางจิต ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ นักโทษในเรือนจำหรือผู้ที่อยู่ในภาวะเครียด
        หากคุณได้ฟังดนตรีแล้ว ไม่ใช่แค่จะได้คลายเคียดเท่านั้น แต่คุณยังจะมีสุขภาพที่ดี สามารถดำเนินชีวิตประจำวันของคุณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้อีกด้วยนะคะ

ที่มา
http://www.i-am-image.com/column/b&h_jan2005.htm

 

 ประโยชน์จากดนตรีบำบัด
ข้อความ : บทความสั้น ๆ ต่อจากนี้ เป็นบทความจากหนังสือขวัญเรือน ฉบับที่ 743 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2545 เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องดนตรีซึ่งเกี่ยวข้องกับความชอบของพวกเราพอดี
***** ประโยชน์จากดนตรีบำบัด *****
ชั่วโมงนี้ใคร ๆ ก็พูดกันถึงแต่เรื่อง Therapy หรือ การบำบัดทั้งหลาย โดยเฉพาะในเรื่องของอโรม่าเธราพีนั้นพูดกันไม่จบ แต่วันนี้อยากจะบอกเล่าถึงการบำบัดอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ " ดนตรีบำบัด " ซึ่งเป็นการบำบัดทางจิตใจและร่างกายที่นิยมมากอีกอย่างหนึ่งในต่างประเทศเช่นกัน เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากมาย

หลักฐานทางการวิจัยหลายชิ้นระบุถึงประโยชน์ของดนตรีที่มีต่อสุขภาพดังนี้
1) ใช้กับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง พบว่าช่วยลดความเจ็บปวด สามารถจัดการกับความเครียด ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล นอนไม่หลับ และการไม่อยากอาหาร
2) ช่วยควบคุมการหายใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจให้กับผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
3) ช่วยทารกที่ต้องคลอดก่อนกำหนดให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดจำนวนวันที่อยู่ในตู้อบ และเพิ่มน้ำหนักตัว
4) คนไข้ที่ผ่านการผ่าตัด เมื่อได้ฟังดนตรีจะช่วยลดการปวดและลดความต้องการใช้ยาแก้ปวด นอกจากนั้นดนตรียังช่วยลดความวิตกกังวล ซึมเศร้า โดดเดี่ยวในผู้ป่วยสูงอายุ
5) ช่วยผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ให้มีอาการดีขึ้น

 ประโยชน์ของการ เรียนดนตรี

 

       นับตั้งแต่วัฒนธรรมแรกเริ่มของมนุษย์ ดนรีถูกใช้เป็นสื่อในการปลุกวิญญาณ บอกเล่าเรื่องราว และใช้ประกอบพิธีกรรมนับตั้งแต่เกิดจนตาย ลองนึกดูว่าหากต้องดูฉากการผจญภัยอันแสนตื่นเต้นของอินเดียนน่า โจนส์ หรือว่าฉากบอกลาอันแสนเศร้าจากเรื่องอีทีโดยไม่มีเสียงดนตรี ฉากเหล่านี้คงดึงความสนใจของเราได้ แต่คงไม่ประทับใจเราแน่

       ดนตรีเป็นศิลปะแห่งการสร้างสรรค์ชนิดแรกในชีวิตคนเรา และยังเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตด้วย มนุษย์เองมีสัญชาติญาณในการตอบสนองต่อเสียง แม้แต่ในเด็กเล็กๆ ก็ตาม ทารกที่อยู่ในท้องสามารถตอบสนองต่อจังหวะการเต้นของหัวใจของคุณแม่ได้ และเมื่อออกมาจากท้องแล้ว เด็กก็เรียนรู้ที่จะพูดอ้อแอ้และเลียนเสียงอันชวนฝันของคุณแม่เวลาที่อยู่ในอ้อมกอด

คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความพร้อมด้านดนตรีของลูกตั้งแต่เล็กด้วยวิธีต่อไปนี้

•  เวลาที่อุ้มเขา ให้ร้องเพลงและแกว่งลูกไปตามจังหวะ

•  ให้เขาเล่นของเล่นที่มีเสียงดนตรี เช่น kazoo, triangles มาราคัส กระดิ่ง แทมโบรีน หรือว่าระนาดฝรั่งดู

•  ลองเคาะจังหวะต่างๆ กันด้วยกลองหรือว่าจานข้าวแล้วให้เจ้าตัวเล็กทำตาม

•  เคลื่อนไหวตามเสียงเพลง โดยขยับมือหรือร่างกายไปตามพลงอย่าง “The Itsy, Bitsy Spider” และ “The Hokey Pokey”

•  ผูกกระดิ่งไว้ที่ข้อเท้าหรือว่าข้อมือแล้วให้น้องหนูเดินเล่นทั่วบ้าน

         ยิ่งลูกสามารถสร้างเสียงดนตรีได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น นักดนตรีสำหรับเด็กระดับรางวัลอย่าง ลอรี่ เบิร์กเนอร์ กล่าวว่าเมื่อตอนยังเด็ก ที่บ้านเธอมีเสียงดนตรีอยู่ตลอดเวลา “ คุณพ่อคุณแม่ชอบร้องเพลงให้ฉันฟังค่ะ ” เธอเสริมด้วยว่า “ ก่อนจะเข้านอน พวกท่านจะให้ฉันเลือกค่ะว่าจะให้อ่านหนังสือให้ฟังหนึ่งเรื่องหรือจะให้ร้องเพลงสองเพลง ”

         เบิร์กเนอร์ยังบอกให้คุณพ่อคุณแม่อย่ากลัวที่จะร้องเพลงให้น้องฟัง และแนะด้วยว่าไม่ควรบังคับให้เด็กสนใจดนตรี และให้เขาเลือกเครื่องดนตรีที่สนใจอย่างอิสระ

||

ไม่ใช่แค่สนุก

        การที่คุณพ่อคุณแม่และน้องสัมผัสกับดนตรีด้วยกันจะช่วยสนับสนุนพัฒนาการของเขา สมาคมเพื่อการศึกษาของเด็กเล็กแห่งชาติของอเมริกา ( NAEYC) ได้เน้นถึงประโยชน์บางส่วนของการเล่นกับดนตรีไว้ดังนี้

•  ดนตรีช่วยให้เด็กได้แสดงออกและทำความเข้าใจประสบการณ์ของตัวเอง การเล่นกับเสียงดนตรียังช่วยให้น้องๆ ได้รับรู้ สำรวจ และมีทางเลือกในการสร้างเสียงดนตรี การเล่นกับดนตรียังยังช่วยสร้างสัมพันธ์ทางสังคมเวลาที่เด็กๆ ร้อง เต้น และสร้างเสียงดนตรีด้วยกัน

•  ดนตรีช่วยสร้างความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ เวลาที่เด็กทารกสื่อสารกับผู้ใหญ่ด้วยการปรับเสียงพูดอ้อแอ้และเสียงอืออา การสนทนาที่เหมือนดนตรีแบบนี้จะช่วยย้ำและสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเขา

•  ดนตรีช่วยกระตุ้นทักษะในการสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์ด้านภาษาจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กๆ เลือกศัพท์หรือคำคล้องจองที่จะใช้ในเพลง สะกดเสียงของตัวเองด้วยกลอง และขยับตัวตามเสียงดนตรี

| |

เรียนรู้ที่จะฟัง

        แม้ว่าดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กๆ ไม่ได้เป็นผู้ฟังที่ดีได้ในทันที กุญแจสำคัญก็คือเริ่มตั้งแต่ยังเด็ก คุณพ่อคุณแม่และน้องๆ หลายคนพบว่าชั้นเรียนดนตรีเบื้องต้นเป็นวิธีที่ดีในการให้เด็กได้สัมผัสกับจังหวะและการร้องเพลง

        การจะเลือกโปรแกรมที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณไปถามใครมาบ้าง แต่สิ่งที่นักการศึกษาด้านดนตรีต่างเห็นพ้องว่าสำคัญที่สุดก็คือ การที่พ่อแม่เข้าร่วมกิจกรรมกับเจ้าตัวเล็ก

        ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมดนตรีแบบไหน แนวคิดหลักๆ ของโปรแกรมประเภทนี้ก็เพื่อรวมกิจกรรมอย่างการฟัง การเคลื่อนไหว การทำบางสิ่งโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน และการร้องเพลงเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตและการแสดงออกของน้องๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ดนตรีไม่ใช่แค่ทำนองที่ติดหูหรือจังหวะเพราะๆ แต่มันคือหนึ่งในส่วนสำคัญของชีวิต

||

เรียนรู้เครื่องดนตรี

ต่อไปนี้คือคำแนะนำเวลาเลือกเครื่องดนตรีสำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียน

•  ให้ลูกเป็นคนเลือกว่าจะเล่นเครื่องดนตรีอะไร พาเขาไปที่ร้าน หรือไปที่โรงเรียนสอนดนตรีหรือกลุ่มนักดนตรีใกล้บ้านที่ยอมให้เด็กๆ ลองเล่นเครื่องดนตรีได้

•  คำนึงถึงขนาดตัวของลูกก่อนจะตัดสินใจเลือกเครื่องดนตรี

•  อย่ากังวลหากลูกยืนยันที่จะเล่นกลอง เพราะผู้เริ่มเรียนดนตรีสามารถเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นผ่านกลองที่ทำจากยาง หากลูกยังยืนยันจะเล่นกลองอย่างจริงจังแล้ว คุณก็สามารถซื้อกลองชุด พร้อมที่อุดหูได้ภายหลัง

||

เลือกหลักสูตรเรียนดนตรี

•  ดูท่าทีของลูกว่าเขาพร้อมจะเริ่มเรียนดนตรีอย่างจริงจังเมื่อไหร่ ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่าถ้าความสนใจที่จะเล่นดนตรีมาจากเด็กเอง เขาจะใส่ใจและผลลัพธ์ที่ได้จะดีกว่าการบังคับ บางหลักสูตร เช่นหลักสูตรของซูซูกิ จะเริ่มเรียนตั้งแต่อายุ 3 - 4 ขวบ ขณะที่บางหลักสูตรจะรอจนกว่าเด็กจะอายุ 7 หรือ 8 ปีและมีทักษะการอ่านและคณิตศาสตร์ที่ดีพอ

•  เลือกระหว่างการเรียนแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่ม นอกจากจะพิจารณาเรื่องราคาแล้ว ลองชั่งน้ำหนักระหว่างการเรียนกลุ่มที่ลูกจะมีเพื่อนคอยช่วย กับเรียนเดี่ยวที่เขาจะได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากคุณครู

•  หาครูที่เหมาะกับลูก ลองขอคำแนะนำจากร้านขายเครื่องดนตรี คุณครูสอนดนตรีที่โรงเรียนลูก หรือจากเพื่อนๆ และญาติๆ ของคุณเอง

•  พาลูกไปเจอกับว่าที่ครู การหาครูที่เข้ากับลูกได้นั้นสำคัญมอง ให้สังเกตอารมณ์และความกระตือรือร้นของคุณครู ปกติเด็กๆ มักให้การตอบรับคุณครูที่อบอุ่นและเป็นมิตร แต่เมื่อลูกมีพัฒนาการด้านดนตรีเพิ่มขึ้น คุณอาจเปลี่ยนเป็นคุณครูที่ต้องการให้น้องทุ่มเทมากกว่าเดิมก็ได้

|

บทบาทของคุณพ่อคุณแม่

นักการศึกษาด้านดนตรีให้ความเห็นว่า การที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมนั้นสำคัญมากสำหากจะให้เด็กประสบความสำเร็จด้านดนตรีในระยะยาว

•  อย่าบังคับให้ลูกเรียนดนตรี และอย่าเพิ่งผิดหวังหากความสนใจของลูกลดลง หรือลูกอาจเปลี่ยนเครื่องดนตรีเป็นครั้งเป็นคราว นี่เป็นเรื่องธรรมดาในกระบวนการสำรวจดนตรี แถมมันจะช่วยให้ทักษะทางดนตรีของเด็กมีความหลากหลายด้วย

•  สนับสนุนการตั้งเป้าหมาย การซ้อมบางอย่างซัก 10 ครั้งย่อมดีกว่าการซ้อม 10 นาที

•  มองการฝึกซ้อมให้เหมือนการบ้าน โดยให้ลูกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และจัดให้มีพื้นที่ที่เงียบ สบาย มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับซ้อม ไม่ใช่ไล่ให้ไปซ้อมในห้องใต้ดิน ควรกำหนดให้มีเวลาซ้อมที่แน่นอนในทุกวัน

•  อย่าแก้ทุกข้อผิดพลาด ให้ใช้การสนับสนุนในทางบวกแทน

•  มีส่วนร่วม พยายามอย่าพลาดการแสดงดนตรีของลูก และให้เขารู้ว่าคุณสนับสนุนและรับรู้ความสำเร็จของเขา

น้องๆ สามารถรับรู้คุณค่าที่คุณให้กับบทเรียนดนตรีได้ และหากลูกรู้สึกว่าคุณไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนดนตรี เขาเองก็จะไม่ให้ความสำคัญเช่นกัน หากคุณสลับเวลาเรียนหรือเวลาซ้อมไปให้กับกิจกรรมอื่นแล้วล่ะก็ มันจะเหมือนกับการบอกลูกว่าการซ้อมและการเรียนดนตรีไม่สำคัญเลย

เด็กๆ ที่เรียนดนตรีนอกจากจะได้รู้จักวิธีการเล่นเครื่องดนตรีแล้ว ยังจะได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความอดทน และความพึงพอใจที่ได้มาจากการที่สามารถทำบางสิ่งได้ดีด้วย|

 

จาก Gymboree Newsletter ฉบับที่ 24 ปี 2005

 

 

  
 

              ทุกท่านที่เรียนดนตรีมา คงจะทราบกันดีว่า ดนตรีมีประโยชน์กับตัวเราเอง และพัฒนาตัวเราอย่างมาก ในฉบับนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง 2 ท่าน และทั้งสองท่านมีทัศนะอย่างไรในเรื่องดนตรีและพัฒนาการของเด็ก ลองอ่านดูนะคะ คุณทรงวิทย์ - คุณกัลยา จิรโศภิน และน้องเบ็บ (นักเรียนวิชาดนตรีพื้นฐานเด็กเล็ก อาจารย์สิริ จัง เรียนที่จินตการดนตรี 1 ปี)

       คุณทรงวิทย์ (รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการผลิตและสร้างสรรค์การตลาดของบริษัทมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด) อยู่ในแวดวงดนตรี ได้สังเกตเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างคนที่เรียนดนตรี และไม่เรียนดนตรี

       การที่ได้ทำงานอยู่ในบริษัทโทรทัศน์และผู้ผลิตเพลง อย่างเช่นบริษัทแกรมมี่ แต่ไม่มีความรู้ในด้านดนตรี สิ่งที่ได้รับจากโรงเรียนตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวกับดนตรีไม่มี เราได้ทำงานอยู่ตรงนั้น สิ่งแวดล้อมตรงนั้น อาจมีส่วนให้เรามองเห็นว่าดนตรีน่าจะมีคุณค่ากับลูกของเรา หรือเยาวชนโดยทั่วไป เพราะว่าเค้าได้แสดงออก อย่างเช่นนักร้องที่ได้เห็น ไม่ใช่ว่าจะร้องเพลงออกมาได้ แต่มันจะมีข้อแตกต่างทางอารมณ์หรือตัวจินตนาการ ถ้าจับคนมาปั้นตอนโต กับที่เค้ามีพื้นมาตั้งแต่ตอนเด็ก ยังไงก็ไม่เหมือนกัน คุณตัดต่อคนหน้าตาสวยหล่อมาเป็นนักร้อง กับคนที่มีพื้นฐานต่างกัน ทางด้านการร้องก็จะต่างกันทางด้านจิตใจทางด้านอารมณ์ ความเข้าใจในดนตรี พวกที่เปล่งเสียงร้องในโอ่งหรือในห้องน้ำ กับที่เรียนมาจริงๆก็คงจะต่างกัน อย่างมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตัวคุณนันทิดา รู้จักมาตั้งแต่เด็ก ภาพที่เห็นในการแสดง ในการร้องเพลงก็จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

        คุณทรงวิทย์มีลูกสาวอยู่ในวัยเรียนรู้ และเป็นลูกสาวคนเดียว มีกิจกรรมพิเศษในวันหยุดให้กับลูก เช่น เรียนบัลเล่ต์, คอมพิวเตอร์ หรือดนตรี ไม่เคยคิดว่าเป็นการเรียน แต่เป็นความสนุก และในการที่ตัดสินใจเลือกเรียนที่โรงเรียนจินตการดนตรี อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่พบว่ามีโปรแกรมการเรียนที่เหมาะสมกับน้องเบ็บ และผู้ปกครองไม่ได้อยู่ด้วยกับเด็กตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้สังคมกับเพื่อนในวัยเดียวกัน

         อาจจะเป็นเพราะว่าเคยพาน้องเบ็บเข้าเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก อาจจะเรียนเร็วไป การที่ตัดสินใจเลือกที่นี่เพราะพาลูกมาเล่นที่เซ็นทรัลบัณฑิตน้อย เห็นโรงเรียนจินตการดนตรี ได้เข้าไปสอบถาม พอดีมีห้องของเด็กวัยนี้กำลังเปิด เลยคิดอยากจะลองดู การเรียนดนตรีที่นี่ จะให้ผู้ปกครองเข้าครั้งแรก จากนั้นให้ผู้ปกครองออก เราค่อนข้างจะเห็นด้วย การเรียนเป็นเรื่องการเอาตัวอย่างของชีวิตประจำวัน ครูกับเด็กเล่นด้วยกัน เด็กเล่นด้วยกันความรู้สึกที่เป็นการเรียนก็ลดลง เค้ามีสังคม รู้จักปรับตัวเข้ากับคนอื่น เป็นการพัฒนาด้านปรับตัวเข้ากับคนอื่น สนใจเรียนรู้ เข้ากับคนอื่น ถ้าเรามีกำลังและเวลา ควรจะให้ในสิ่งที่เราให้ได้ ให้โอกาสเค้า ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เรียนแล้วได้มีเพื่อน มีการปรับตัว และมีมนุษย์สัมพันธ์

การที่ได้เรียนวิชาดนตรีพื้นฐานสำหรับเด็ก คุณทรงวิทย์ได้เห็นว่าน้องเบ็บมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหลายด้าน

      การที่น้องเบ็บมาเรียนที่นี่ ยังขี้อายเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มขึ้นคือ พัฒนาการดีกว่าเดิมเยอะ มีสมาธิ และรักการร้องเพลง รวมทั้ง Activity ที่เกิดขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ลูกจะมี Creative มากขึ้น มีการเสริมสร้างจินตนาการ แต่อย่าคาดหวังว่าลูกจะทำได้ทุกอย่าง การที่ลูกทำไม่ได้จะแสดงว่าไม่ดี ขอเพียงแต่ให้ลูกทำให้ดีที่สุด ดนตรีเป็นตัวเสริมสร้างอารมณ์ หรือจินตนาการ ถ้าเกิดบังเอิญว่าได้ดีทางดนตรี ถ้าได้อย่างนั้นก็เป็นความสามารถทางนั้น ถ้าไม่ได้ สิ่งที่ได้ก็คือความรู้ประดับตัว

ได้พบกับเรื่องการเรียนดนตรีของน้องเบ็บ จากคุณพ่อทรงวิทย์แล้ว ลองอ่านเรื่องการเรียนดนตรีของน้องเพลิน จากคุณแม่ กฤษติกา กันบ้างนะคะ ว่าเป็นอย่างไร...

      คุณกฤษติกา คงสมพงษ์ และน้องเพลิน (นักเรียนวิชาเปียโน ของอาจารย์ธนวดี เรียนที่จินตการดนตรี 7 ปี) คุณกฤษติกา (รองผู้อำนวยการ BBA ภาคภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์พิเศษสอนวิชาการตลาด) ในการเลือกเรียนดนตรีเป็นกิจกรรมพิเศษนั้น ทำให้เด็กๆมีทักษะทางด้านวิชาการสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียน การเรียนดนตรีเป็นสิ่งที่เราเสนอแนะลูก ตอนแรกๆลูกของเรามีความต้องการที่จะเรียนดนตรี เราก็สนับสนุน แต่เมื่อเรียนไปเรียนมาเกิดความชอบขึ้น เราก็สนับสนุนมากขึ้น แต่ไม่เคยหวังว่าลูกเราโตขึ้นจะเป็นนักดนตรี โตขึ้นเป็นนักเปียโน แต่อยากให้ลูกมีทักษะการเรียนทางวิชาการ แล้วอีกแง่หนึ่ง มีผลวิจัยออกมา ที่ชัดเจนคือ เด็กๆที่มีกิจกรรมพิเศษ อย่างเช่นดนตรี จะมีทักษะทางด้านวิชาการสูงกว่าเด็กๆที่ไม่มีกิจกรรมทางด้านนี้ การอ่านโน้ตทำให้เด็กมีความชำนาญในการเรียน ในแง่ของวิชาการมากขึ้น เพราะทำให้สมองสร้างระบบการเรียนรู้ของมันสมองเปิด

      เมื่อตัดสินใจเรียนที่โรงเรียนจินตการดนตรีแล้ว มีความมั่นใจในโรงเรียนและครูผู้สอนด้วย น้องเพลินเองก็เรียนที่นี่ได้ 7 - 8 ปี มีพัฒนาการให้ได้เห็น รวมทั้งเด็กคนอื่นที่เรียนอยู่ด้วย ก็มีพัฒนาการเช่นกัน ก่อนที่จะมาเรียนที่จินตการดนตรี ในฐานะที่เป็นคุณแม่ที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ได้เปรียบเทียบก่อนที่จะมาที่จินตการดนตรี ก็มีหลายสถาบันที่ดี และก็มีหลายหลักสูตรที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ไปเปรียบเทียบ แต่ที่จินตการดนตรีเริ่มตั้งแต่ตีกลอง ฉิ่งฉาบ ทักษะเล็กๆน้อยๆ เป็นกิจกรรมที่หนุนให้เด็กมีทักษะทางด้านดนตรีมากยิ่งขึ้น เมื่อเค้าเติบโตขึ้นไป ไม่ใช่จะจับเปียโนไปเลย หรือกีตาร์ไปเลย โดยไม่รู้ว่าชอบอะไรเป็นพื้นฐาน ชอบมากในแง่ของระบบ หรือโมเดลการสอน การแสดงและการร่วมกิจกรรม ปกติลูกจะเป็นคนขี้อาย ทุกครั้งที่มีการพูดต่อหน้าสาธารณะชน ตื่นเต้นมาก แต่ ณ ตอนนี้เกิดความเคยชินขึ้นมาแล้ว เคยชินที่จะแสดง พูด หรือเล่นดนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งที่จินตการดนตรีได้มอบให้แก่นักเรียน เราสนับสนุนมาก ปีนี้ก็เข้าปีที่ 7-8 แล้ว เราเห็นลูกคนอื่นที่เรียนกับครูไข่ เดี๋ยวนี้เล่นเปียโนได้ เล่นเป็นเพลงได้อย่างเพราะ เราเห็นจากการแสดงที่จินตการดนตรี ได้จัดให้เพื่อให้นักเรียนต่างๆได้มาแสดงคอนเสิร์ต ได้เรียนอะไรมา นอกเหนือจากจะชื่นชมลูกตัวเอง เรายังชื่นชมเด็กคนอื่นที่เราเห็นเป็นปี เป็นสังคมเล็กอีกสังคมหนึ่ง

 ไม่ใช่ว่าเรียนดนตรีแล้วจะได้ประโยชน์แค่เฉพาะตัวเด็กเท่านั้น แต่เรายังได้ความสัมพันธ์ของครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

      ถึงแม้ว่าจะเป็นสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็เป็นเวลาที่มีคุณค่าของครอบครัวที่ไม่ค่อยมีเวลาพาลูกมาเรียนดนตรี สละเวลาสักนิดหนึ่ง พาลูกมาเรียนดนตรี เรียนดนตรีเสร็จแล้วก็ไปทานข้าวกัน เมื่อถึงเวลาลูกเรียนดนตรีแล้วเค้าก็ซ้อมที่บ้าน คิดว่าเป็นการแสดงของลูกที่บ้านเป็นประจำซึ่งฟังแล้วระรื่นหู ว่าลูกของเราหลังจากเรียน 1 - 2 ปี จะเล่นดนตรีได้อย่างที่เราต้องการ การเรียนดนตรีเป็นการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อย่าหวังว่าลูกเราจะเรียนในระยะสั้นๆแล้วสามารถเล่นได้อย่างที่เราต้องการ ไม่ใช่อย่างนั้น ผลที่จะออกมาทางบวกมากกว่าทางลบ เพื่ออนาคตที่ดีทั้งของลูกและของครอบครัวด้วย ขอแนะนำว่าควรจะส่งเสริมลูกเรา แต่ไม่ใช่ผลักดันลูกเรา เพราะถ้าลูกเราไม่เหมาะกับดนตรี แต่ก็อาจจะเหมาะกับกิจกรรมอื่นๆก็ได้

      ประโยชน์ของการเรียนดนตรีคงจะมีมากกว่าความเพลิดเพลิน ถ้าคุณได้รู้จักมันดีขึ้น ลองหันมาเล่นเครื่องดนตรีสักชิ้นหนึ่ง จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แล้วคุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณได้ กลับไปมีค่ากับคุณและคนรอบๆตัวมากแค่ไหน ลองดูนะคะ







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนจินตะดนตรี 244/3 ถ.ผาแดง(ติด ร.ร.ศรีทองวิไล) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ 045-262264, 045-246033, 0864610460